วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2555

กิกรรมที่9

การจัดบรรยากาศในชั้นเรียน          
         บรรยากาศในชั้นเรียนมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมความสนใจใคร่รู้ใคร่เรียนให้แก่ผู้เรียน   ชั้นเรียนที่มีบรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่น ความเห็นอกเห็นใจ และความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกันและกัน ย่อมเป็นแรงจูงใจภายนอกที่กระตุ้นให้ผู้เรียนรักการเรียน รักการอยู่ร่วมกันในชั้นเรียน และช่วยปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ความประพฤติอันดีงามให้แก่นักเรียน นอกจากนี้การมีห้องเรียนที่มีบรรยากาศแจ่มใส สะอาด สว่าง กว้างขวางพอเหมาะ มีโต๊ะเก้าอี้ที่เป็นระเบียบเรียบร้อย มีมุมวิชาการส่งเสริมความรู้ มีการตกแต่งห้องให้สดใส ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ส่งผลทำให้ผู้เรียนพอใจมาโรงเรียน เข้าห้องเรียนและพร้อมที่จะมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอน ดังนั้น ผู้เป็นครูจึงต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความหมาย ความสำคัญ ประเภทของบรรยากาศ หลักการจัดบรรยากาศในชั้นเรียนและการจัดการเรียนรู้อย่างมีความสุข เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีลักษณะตามที่หลักสูตรได้กำหนดไว้ 
ความหมายของการจัดบรรยากาศในชั้นเรียน
         
การจัดบรรยากาศในชั้นเรียน   หมายถึง   การจัดสภาพแวดล้อมในชั้นเรียนให้เอื้ออำนวยต่อการเรียนการสอน เพื่อช่วยส่งเสริมให้กระบวน  การเรียนการสอนดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยสร้างความสนใจใฝ่รู้ ใฝ่ศึกษา ตลอดจนช่วยสร้างเสริมความมีระเบียบวินัยให้แก่ผู้เรียน 
ลักษณะของชั้นเรียนที่ดี
         เพื่อให้การจัดชั้นเรียนที่ถูกต้องตามหลักการ ผู้สอนควรได้ทราบถึงลักษณะของชั้นเรียนที่ดี สรุปได้ดังนี้
         1. ชั้นเรียนที่ดีควรมีสีสันที่น่าดู สบายตา อากาศถ่ายเทได้ดี ถูกสุขลักษณะ
         2. จัดโต๊ะเก้าอี้และสิ่งที่ที่อยู่ในชั้นเรียนให้เอื้ออำนวยต่อการเรียนการสอน และกิจกรรมประเภทต่างๆ
         3. ให้นักเรียนได้เรียนอย่างมีความสุข   มีอิสรเสรีภาพ และมีวินัยในการดูแลตนเอง
         4. ใช้ประโยชน์ชั้นเรียนให้คุ้มค่า ครูอาจดัดแปลงให้เป็นห้องประชุม ห้องฉายภาพยนตร์และอื่น ๆ
         5. จัดเตรียมชั้นเรียนให้มีความพร้อมต่อการสอนในแต่ละครั้ง เช่น การทำงานกลุ่ม การสาธิตการแสดงบทบาทสมมุติ
         6. สร้างบรรยากาศให้อบอุ่น ให้ความเป็นกันเองกับผู้เรียน
รูปแบบการจัดชั้นเรียน
          การจัดชั้นเรียนจัดได้หลายรูปแบบ โดยจัดให้เหมาะสมกับบทเรียน กิจกรรมการเรียนการสอน จำนวนนักเรียน สภาพแวดล้อมในชั้นเรียน ขนาดของห้องเรียน เป็นต้น ครูควรได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบของการจัดโต๊ะ เก้าอี้ มุมวิชาการ และมุมต่าง ๆ ในห้องเรียน เพื่อสร้างบรรยากาศของห้องเรียนให้น่าสนใจไม่ซ้ำซากจำเจ ไม่น่าเบื่อหน่าย นักเรียนจะเกิดความกระตือรือร้นและกระฉับกระเฉงในการเรียนดีขึ้น การจัดชั้นเรียนถ้าแบ่งตามวิธีการสอนจะได้ 2 แบบ คือ
1.ชั้นเรียนแบบธรรมดา
2. ชั้นเรียนแบบนวัตกรรม

กิจกรรมที่8

ครูมืออาชีพในอุดมคติ
            ครูมืออาชีพในอุดมคติของข้าพเจ้าจะต้องเน้นการสอนให้มีคุณภาพ เพราะว่าคุณภาพการสอนของครูย่อมส่งผลดีต่อนักเรียน และเยาวชนของชาติ การประเมินคุณภาพของครูจึงสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องประเมินจากตัวเด็กและเยาวชนของชาติ ดังคำกล่าวที่ว่าคุณภาพของเด็กสะท้อน คุณภาพของครู” ดังนั้นครูมืออาชีพควรมีและควรเป็นก็คือ ต้องเน้นคุณลักษณะพื้นฐานนั่นคือ ฉันทะ เมตตา และกัลยาณมิตร ซึ่งถือว่าเป็นคุณภาพพื้นฐานที่สำคัญของครู และพัฒนาการสอนของครูซึ่งเป็นภารกิจหลัก โดยเฉพาะการสอนอย่างมีคุณภาพ นั่นคือ ครูมืออาชีพ จึงต้องมีคุณธรรมโน้มนำ ทำการสอนอย่างมีคุณภาพ มีภาพลักษณ์ของความเป็นครูดี เพื่อพัฒนาศักดิ์ศรีของอาชีพครูสืบไป
ครูมืออาชีพ จึงต้องมีความสามารถต่อไปนี้
1. สามารถประยุกต์ใช้ยุทธศาสตร์ และการจัดระบบ ได้อย่างเหมาะสมกับการเรียนรู้และความต้องการทางการศึกษาของผู้เรียน สภาพแวดล้อมของโรงเรียนและสาระการเรียนรู้ที่สอน
2. สามารถติดตามการเรียนรู้ผู้เรียนเป็นรายบุคคล ใช้ข้อมูลย้อนกลับเพื่อวางแผนให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนเป็นรายบุคคล เป็นกลุ่มและเป็นชั้น
3. ส่งเสริมให้ผู้เรียนเรียนรู้อย่างอิสระ ฝึกการใช้ภาษา คาดหวังให้ผู้เรียนมีความรับผิดชอบในการเรียนรู้
4. พัฒนาความสัมพันธ์เชิงจรรยาบรรณ บนพื้นฐานทักษะการสื่อสารที่ดีให้การยอมรับผู้เรียนทุกคน และคาดหวังจะได้รับการยอมรับจากผู้เรียน
5. มีความรู้ที่ทันสมัย และสนับสนุนข้อคิดเห็นที่มีต่อหลักสูตรอย่างกระตือรือร้น
6. เชื่อความสามารถในการเรียนของผู้เรียนทุกคน คาดหวังว่าผู้เรียนทุกคนเรียนรู้และส่งความคาดหวังนี้ไปยังแต่ละบุคคล โรงเรียนและชุมชน
7. กระตือรือร้นในการฝึกผู้เรียนเข้าสู่ประสบการณ์แห่งการเรียนรู้เรื่องที่ผู้เรียนเห็นว่ามีความสำคัญต่อชีวิตของตน
8. ช่วยให้ผู้เรียนสามารถสร้างความเชื่อมโยง เข้าใจความสัมพันธ์ทั้งภายในและระหว่างสาระการเรียนรู้

วันจันทร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

กิจกรรมทดสอบกลางภาคเรียน

บทความเรื่องความเป็นครูของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล วารสารทักษิณ
1.ข้อสรุปที่ได้จากบทความ
                ความเป็นครูของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวคือครูจะต้องมีความรู้ที่ครอบคลุมรู้ลึก รู้จริงและรู้กระจ่างแจ้ง การที่ครูจะให้ศิษย์ทำอะไรเป็น ครูจะต้องทำเป็นก่อนและที่สำคัญเรียนรู้อะไรแล้วต้องรู้จักนำมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับชีวิตของตนเองไม่ใช่ลอกเลียนแบบของเขาทั้งหมด เพราะการเลียนแบบนั้นจะไม่เกิดผลประโยชน์กับตนเอง เมื่อรู้แล้วจะต้องนำมาปฏิบัติไม่ใช่เก็บความรู้ไว้ในตำราเรียน
2.ถ้าท่านเป็นครูผู้สอนท่านจะนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์กับการเรียนการสอนได้อย่างไร
                ถ้าได้เป็นครูผู้สอนดิฉันจะนำความรู้ที่ได้จากบทความนี้ไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนคือจะเป็นผู้ที่เน้นการศึกษาและผู้เรียนเป็นสำคัญ ดังที่พระองค์ได้เป็นแบบอย่างคือได้ทำให้ดูเพื่อที่พยายามจูงใจผู้เรียนให้มาสนใจ และจะอยู่บนฐานความดี และความถูกต้อง
3.ในฐานะที่นักศึกษาจะเป็นครูในอนาคตจะออกแบบการเรียนการสอนที่จะนำแนวคิดนี้ไปใช้ได้อย่างไร
                จะออกแบบการสอนโดยเน้นให้นักเรียนคิดเป็น ทำเป็น รู้จักการแก้ปัญหาอย่างเช่น ถ้าครูจะสอนเกี่ยวกับเรื่องน้ำท่วม อันดับแรก คือ ครูจะร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับนักเรียน หลังจากนั้นให้นักเรียนวิเคราะห์ถึงสาเหตุและก็ปัญหาที่เกิดขึ้น แล้วก็นำปัญหาที่ได้มาการแก้ปัญหาดังกล่าวสามารถนำแนวทางใดมาใช้ในการแก้ปัญหาได้บ้างเช่น หลักเศรษฐกิจพอเพียง หลังจากนั้นก็สรุปแบบองค์ความรู้ที่สมบูรณ์อีกครั้ง

บทความวิถีแห่งสตีฟ จ๊อบส์ THE STEVE JOBS WAY

ข้อสรุปที่ได้จากบทความ


           บนโลกแห่งโลกาภิวัตน์ใบนี้ เป็นสิ่งที่ผู้คนปฏิเสธไม่ได้ในเรื่องของเทคโนโลยี ซึ่งผู้ที่หลายคนยอมรับว่าเขามีบทบาทในเรื่องนี้คือ สตีฟ จ๊อบส์ สตีฟ จ๊อบส์ คือ มนุษย์ผู้หนึ่งที่มิได้มีมนต์วิเศษใดใดแต่เขาเป็นผู้ที่มีปัญญาสูง มีสมองที่ดีมาก มีความฉลาด ฉลาดในการวางแผน ฉลากในการเลือกเพื่อนร่วมงาน เขาสามารถผลิตเทคโนโลยีพลิกโลกให้เปลี่ยนไป ดังที่รู้ว่า เขาและทีมงานเป็นผู้ผลิต ไอแพด ไอพอด ไอโฟน และอื่นๆอีกมากมาย สิ่งเหล่านี้เกิดจากสมองและสองมือทั้งสิ้นจนอาจกล่าวได้ว่าอารยธรรมของโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่และทำให้ให้โลกก้าวทันเทคโนโลยีมากขึ้น 


2.ถ้าท่านเป็นครูผู้สอนท่านจะนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์กับการเรียนการสอนได้อย่างไร

                ดิฉันจะนำความรู้ที่มีทั้งหมดนำไปถ่ายทอดให้แก่ลูกศิษย์โดยที่จะไม่หวงวิชา โดยใช้การสอนที่ทำให้นักเรียนทุกคนแสดงความสามารถของแต่ละคนออกมาให้ดีที่สุดและทำให้เขารู้ว่าเขามีความถนัดด้านใดก่อนที่จะสอนจะสอบถามถึงความชอบและถนัดในวิชาที่เรียนและนักเรียนเสนอแนวคิดและสิ่งที่จะเรียนที่แตกต่างกันออกไปแล้วนำมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนเปิดโอกาสให้นักเรียนทุกคนได้มีส่วนร่วมในการเรียนการสอนอย่างเต็มที่ เพื่อเปิดโอกาสให้เขาได้แสดงความสามารถที่เขามีออกมา

3.ในฐานะที่นักศึกษาจะเป็นครูในอนาคตจะออกแบบการเรียนการสอนที่จะนำแนวคิดนี้ไปใช้ได้อย่างไร

                ในอนาคตดิฉันจะเป็นครูผู้สอนและดิฉันจะนำแนวคิดของบทความนี้ไปใช้ในการออกแบบการสอนโดยผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างเข้าใจ สามารถนำไปใช้ได้จริงดิฉันจะนำมาประยุกต์ใช้กับเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น จะจัดกิจกรรมผู้เรียนรู้มากที่สุด และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงความสามารถของเขามากที่สุดเพื่อที่จะต่อยอดความสามารถของเขาได้




วันพุธที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

กิจกรรมที่7

โทรทัศน์ครู

สอนเรื่องอะไร ผู้สอนชื่อ ระดับชั้นที่สอน
สอนสังคมศึกษา ศาสนา แลวัฒนธรรม เรื่องการดูแลใส่ใจห่วงใยสิ่งแวดล้อม
ครูผู้สอนชื่อ ว่าที่ร้อยตรี สชญา หล้าอินเชื้อ
ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่5


เนื้อหาที่ใช้สอนมีอะไรบ้าง
ครูนำเข้าสู่บทเรียน โดยให้เด็กวิเคราะห์ข่าวสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน เห็นที่เกิดขึ้นเช่นน้ำท่วม แผ่นดินไหว วิกฤตภาวะโลกร้อนสภาพน้ำท่วมโลกจากเหตุที่เกิดขึ้นล้วนมาจากปัญหาสิ่งแวดล้อมโลก ครูให้นักเรียนคิดหาแนวทางการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมโลก เพื่อจะเป็นการแก้ปัญหาที่สามารถดำเนินกิจกรรมได้จริงในชุมชนของเรา นักเรียนร่วมกันคิดวิเคราะห์โครงการและนำเสนอโครงการที่จะนำไปสู่การปฎิบัติ เมื่อได้โครงการที่จะทำแล้วจึงกำหนดรายละเอียดกิจกรรมโครงการรายละเอียดสิ่งที่จะต้องทำ


จัดกิจกรรมการสอนด้าน(สติปัญญา=IQ, อารมณ์=EQ ,คุณธรรมจริยธรรม=MQ)
สติปัญญา=IQ
นักเรียนมีการเรียนรู้จากธรรมชาติของความเป็นจริงในเรื่องของการห่วงใยในเรื่องของสิ่งแวดล้อมของชุมชน การเรียนรู้ทีดีนั้นจะก่อให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกของชุมชนตลอดจนในเรื่องของสิ่งแวดล้อม
อารมณ์=EQ
นักเรียนมีอารมณ์แจ่มใสเกิดความสนุกสนานในการเรียนไม่เครียด มีอารมณ์ร่วมในการเรียนการสอนทำให้การสอนดำเนินไปด้วยดี
คุณธรรมจริยธรรม=MQ
นักเรียนมีความร่วมมือในการจัดการเรียนการสอนมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมมีน้ำใจช่วยเหลือในการแสดงออกความคิดเห็นการทำกิจกรรมหน้าชั้นเรียนและนอกห้องเรียน


บรรยากาศการจัดห้องเรียนเป็นอย่างไร
การจัดโต๊ะนั่งจะจัดเป็นกลุ่มให้นักเรียนนั่งเรียน เรียนเป็นกลุ่ม ห้องเรียนโล่งสบาย มีมุมหนังสือ มุมจัดบอร์ด มุมนั่งเล่น จัดอย่างเป็นระเบียบ และอย่างให้นักเรียนศึกษานอกห้องเรียนด้วยเพื่อที่จะฝึกทักษะความรู้ต่างๆมากมายด้วย








วันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

กิจกรรมที่5





คุณครูที่ข้าพเจ้าชื่นชอบ


ประวัติ
นายเลอสรร ตระกูลเงินไทย
นายเลอสรร ตระกูลเงินไทย ตำแหน่ง ผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ โรงเรียนสุรินทร์ภักดี ตำบลแกใหญ่ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1เกิดเมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ.2501 ณ บ้านเมืองที ตำบลเมืองที อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ และได้ย้ายตามครอบครัวไปอยู่ที่ บ้านท่าสว่าง ตำบลท่าสว่าง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ เมื่อปี พ.ศ. 2503 เนื่องจากบิดาได้เดินทางมารับราชการที่ภูมิลำเนาเดิม
ประวัติการศึกษา
-
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-4 ที่โรงเรียนวัดสามัคคี ตำบลท่าสว่าง
-
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5-7 ที่โรงเรียนเมืองสุรินทร์
-
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 ที่โรงเรียนสุรวิทยาคาร
-
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-5 ที่โรงเรียนอำนวยศิลป์ พระนครฯ
-
จบปริญญาตรี จากคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
วิชาเอกพลศึกษา วิชาโทจิตวิทยาการศึกษาและ
การแนะแนว (ศศ.บ.) ปีพ.ศ.2522
-
จบปริญญาโท จากคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
วิชาเอกพลศึกษา วิชาโทจิตวิทยาการศึกษาและ
การแนะแนว (ศศ.ม.) ปีพ.ศ. 2535
ประวัติการทำงาน
เริ่มเข้ารับราชการในตำแหน่งอาจารย์1 ระดับ3 ที่โรงเรียนประสาทวิทยาคาร ดำรงตำแหน่งครูใหญ่,อาจารย์ใหญ่โรงเรียนไทรแก้ววิทยา ผู้อำนวยการโรงเรียนกุดไผทประชา-สรรค์,ผู้อำนวยการโรงเรียนโคกยางวิทยา และปัจจุบันผู้อำนวยการโรงเรียนสุรินทร์ภักดี
ประสบการณ์การทำงาน
-
อดีตคณะกรรมการสภานักเรียน โรงเรียนอำนวยศิลป์
-
อดีตประธานเชียร์ คณะศึกษาศาสตร์ และคณะกรรมการนักศึกษาชั้นปีที่ 3
-
อดีตนักกีฬามหาวิทยาลัย (มวยไทย ) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
-
วิทยากร ให้ความรู้ด้านวิชาการ ด้านการพัฒนาบุคลิกภาพ ด้านกิจกรรม ฯลฯ
-
พิธีกร การดำเนินรายการในงานพิธีต่างๆ
-
กรรมการตัดสินกีฬา เทนนิส วอลเลย์บอล มวย ฯลฯ
ประวัติการอบรมและศึกษาดูงาน
-
ผ่านการอบรมผู้บริหารสถานศึกษาระดับสูง กระทรวงศึกษาธิการ
-
ผ่านการอบรม กรรมการตัดสินกีฬาวอลเลย์บอล,เทนนิส จากสมาคมฯ
-
ผ่านการอบรมการพัฒนาบุคลิกภาพ, เทคนิคการเป็นพิธีกร
-
ผ่านการอบรมหลักสูตรชุมชนเข้มแข็ง,หลักสูตรยุทธวิธีการเขียนแผนเชิงปฏิบัติการและการประเมินผลโครงการตามแนวปฏิรูปการศึกษา จากสถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษาฯ
-
ผ่านการอบรมวิทยากร ด้านวิชาการ,ด้านการบริหารโรงเรียน ฯลฯ
-
ศึกษาดูงานการจัดการศึกษาที่ประเทศ ออสเตรเลีย ตามโครงการพัฒนาบุคลากรของสำนักงานสามัญศึกษา จังหวัดสุรินทร์
-
ศึกษาดูงานการจัดการศึกษาที่ประเทศนิวซีแลนด์ ในโครงการ Educator Program ของ AFS
-
ศึกษาดูงานการจัดการศึกษา ที่ประเทศลาว,กัมพูชา,เวียดนาม,เมืองต้าเหลียนประเทศจีน
เกียรติประวัติ
-
ผู้บริหารดีเด่น โรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดเล็ก เขตการศึกษา 11
-
ผู้บริหารดีเด่น โรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดเล็ก สมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย
-
ผู้บริหารดีเด่น ของคุรุสภา อำเภอปราสาท
-
ข้าราชการพลเรือนดีเด่น ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1เจตนารมณ์ในการปฏิบัติงาน
การเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์พร้อมทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา นั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา แต่ความสมบูรณ์จะเป็นไปได้ยาก หากขาดการฝึกฝนที่ถูกต้องดีงาม การศึกษาจึงเป็นกระบวนการที่สำคัญยิ่งในการช่วยให้มนุษย์มีความสมบูรณ์ ดังกล่าว
โรงเรียนจึงเป็นสถาบันหลักแห่งหนึ่งที่ช่วยจรรโลงให้มนุษย์เป็นสัตว์ที่ประเสริฐอย่างแท้จริง โดยเป็นสถานที่อบรม บ่มนิสัย ถ่ายทอดวัฒนธรรม ประเพณี อันดีงามจากบรรพบุรุษสู่อนุชนคนรุ่นหลัง
ข้าพเจ้าโชคดีที่ได้เลือกประกอบอาชีพครู แม้เป้าหมายครั้งแรกจะไม่ใช่ก็ตามแต่เมื่อได้สัมผัสและอยู่กับเด็กนักเรียนอย่างหลากหลาย ทำให้เห็นถึงความน่ารักอันบริสุทธิ์ใสซื่อ และความแตกต่างทางฐานะความเป็นอยู่ ความด้อยโอกาสทางสังคม ซึ่งจำเป็นที่จะต้องได้รับความช่วยเหลือจากสังคม ใครเล่าจะทำหน้าที่นี้ได้ดีเท่ากับครู เพราะครู คือวิศวกรผู้สร้างคน ให้เป็นมนุษย์ ที่สมบูรณ์ ยกระดับจิตวิญญาณให้เป็นสัตว์ที่ประเสริฐ แม้จะเป็นงานที่แสนยากแต่ก็ท้าทายต่อความสามารถ แม้จะเป็นงานที่แสนเหนื่อย แต่ผลผลิตที่ออกมาดี มีคุณภาพ ก็เป็นผลงานอันน่าอิ่มเอิบใจของคนเป็นครู
ครูที่ดีมีความรู้ ครูที่ทุ่มเทเพื่อศิษย์ เป็นครูด้วยจิตวิญญาณมีมากหลาย สังคมให้ความเคารพ นับถือ เป็นกำลังใจที่ดีเยี่ยม ขอคุณครูทั้งหลายจงภาคถูมิใจในการทำความดีด้วยจิตอันบริสุทธิ์ อานิสงค์จากการทำความดีจะส่งผลต่อคุณครูและครอบครัวอย่างแน่นอน
เราจะสร้างนักเรียนที่มี คุณภาพควบคู่คุณธรรม เพื่อสร้างคุณประโยชน์ และดำรงตนอย่างมีคุณค่าอยู่ในสังคม
ผลงานของคุณครูที่เราชื่นชอบ
เพราะอาจารย์มีผลงานและประสบการณ์มากมายที่หนูชื่นชอบและงานของแก่ล้วนเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับงานการศึกษาซึ่งงานแต่ละชิ้นล้วนมีประสิทธิภาพ
สิ่งที่ข้าพเจ้านำมาใช้ในการพัฒนาตนเอง
ข้าพเจ้ามีท่านเป็นบุคคลตัวอย่างที่จะเป็นแบบชี้แนวทางในการทำงานในอนาคตต่อไปและเป็นแรงจูงใจในการเป็นครูที่ดีให้ข้าพเจ้า

วันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

กิจกรรมที่ 4

เรื่อง การทำงานเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพ
     การทำงานเป็นทีม จะทำงานได้สำเร็จขึ้นอยู่กับความสามารถสอนอย่างเป็นสำคัญ คือสามารถในการใช้วิชาความรู้และสามารถในการประสานสัมพันธ์กับผู้อื่นและจำเป็นต้องกระทำด้วยความสุจริตทั้งกายและใจ จึงจะช่วยให้งานบรรลุจุดหมายที่พึงประสงค์โดยครบถ้วน การทำงานเป็นทีม จะเป็นประโยชน์สูงสุดขององค์กร และมีโอกาสประสบผลสำเร็จมากกว่าทำงานคนเดียว แต่การใช้ทีมงานนั้นต้องใช้เวลาในการพัฒนาบุคคล และพัฒนาทีมงานพอสมควร จึงจะเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพ
ทีม (Team) หมายถึง บุคคลที่ทำงานร่วมกันอย่างประสานงานภายในกลุ่ม เป็นการรวมตัวของกลุ่มคนที่ต้องพึ่งพาอาศัยกันและกัน ในการทำงานเพื่อให้เกิดผลสำเร็จ “การทำงานเป็นทีม” เป็นความร่วมมือร่วมใจของบุคคล เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายร่วมกัน
แนวคิดและหลักการเกี่ยวกับการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม
   1.การยอมรับความแตกต่างของบุคคล
   2.แรงจูงใจของมนุษย์
   3.ธรรมชาติของมนุษย์
ทีมงานที่มีประสิทธิภาพ
   ทีมงานที่มีประสิทธิภาพควรเข้าใจวัตถุประสงค์และเป้าหมายชัดเจน เปิดเผยจริงใจและร่วมกันแก้ปัญหา สนับสนุนไว้วางใจ ยอมรับ และรับฟังกัน ร่วมมือกัน ใช้ความขัดแย้งในเชิงสร้างสรรค์ ทบทวนการปฏิบัติงานและตื่นตัวตลอดเวลา มีการพัฒนาตนเอง รู้จักตนเองและรู้จักผู้อื่น เข้าใจต่อเพื่อนร่วมงาน และสามารถร่วมกลุ่มกันได้เป็นอย่างดี
ตอบคำถาม เรื่อง การทำงานเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพ
1.แนวคิดหลักการทำงานเป็นทีม เป็นอย่างไร
แนวคิดและหลักการทำงานเป็นทีมนั้นควรมี 3 ประการคือ การยอมรับความแตกต่างของบุคคล มีแรงจูงใจของธรรมชาติมนุษย์
2.นักศึกษาจะมีวิธีการทำงานเป็นทีมให้มีประสิทธิภาพทำอย่างไร ยกตัวอย่างประกอบ
การทำงานเป็นทีมที่ให้มีประสิทธิภาพนั้นเราควรมีความสามารถในการใช้วิชาความรู้และความสามารถ ของทุกคนในการทำงานร่วมกันในการประสานสัมพันธ์กับผู้อื่นและในการทำงานนั้นไม่ควรมีการแบ่งหน้าที่ไปด้วยตนเองเราควรปรึกษาหารือกันและแบ่งงานกันตามความสามารถของบุคคล เพราะเราจะได้รู้จักตนเองและรู้จักผู้อื่น และได้เข้าใจต่อเพื่อนร่วมงานและสามารถร่วมกลุ่มกันทำงานได้เป็นอย่างดี และสมาชิกต้องทุ่มเทกำลังกาย ความคิด เพื่อที่งานจะได้ออกมามีประสิทธิภาพและทุกคนจะต้องตระหนักเสมอว่างานที่ทำสำเร็จนั้นเป็นผลงานของทีม ไม่ใช่ผลงานของคนใดคนหนึ่ง